|
สถานการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย
อุบัติการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
หรือ กามโรค เป็นการรวบรวมรายงานของหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวินิจฉัย
รักษาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คือ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 12 (สำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขตเดิม) กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กองกามโรคเดิม)
รวมกับศูนย์บริการสาธารณสุขของสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โรครายงานมี 5
โรค (กามโรค) คือ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม แผลริมอ่อน
กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง
อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่ได้รับรายงานในช่วงปีงบประมาณ
2525 - 2529 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอัตราป่วย 594.77
ต่อแสนประชากรในปี 2525 เป็น 785.55
ต่อแสนประชากรในปี 2529 การเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ในช่วงนี้เป็นผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหนองใน
จากอัตราป่วย 319.77 ต่อแสนประชากรในปี 2525
เป็น 450.17 ต่อแสนประชากรในปี 2529
เนื่องจากการดื้อยาของเชื้อโรคหนองในต่อยามาตรฐานเดิมที่ใช้รักษาทั้งชนิดpenicillinase
producing Neisserria gonorrhoeae (PPNG) และ non
PPNG สำหรับอุบัติการณ์ของโรคหนองในเทียมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
จากอัตราป่วย 130.45 ต่อแสนประชากรในปี 2525
เป็น 177.61 ต่อแสนประชากรในปี พ.ศ.2529
อัตราป่วยโรคซิฟิลิสเพิ่มจาก 22.45 ต่อแสนประชากรเป็น
36.24 ต่อแสนประชากร
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นปัญหาสาธารณสุขปัญหาหนึ่ง
และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศแต่อย่างไร
แนวโน้มของอุบัติการณ์เริ่มลดลงช้าๆ
จาก 785.55 ต่อแสนประชากรในปี 2529 เป็น 657.20 ต่อแสนประชากรในปี พ.ศ.2532
การลดลงของอุบัติการณ์ในช่วงนี้เป็นผลกระทบจากการลดลงของโรคหนองในจาก
450.77 ต่อแสนประชากรในปี 2529 เป็น 359.09 ต่อแสนประชากรในปี 2532
ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้กำหนดมาตรฐานการรักษาโรคหนองใน
โดยใช้ยาในกลุ่ม quinolone ซึ่งเป็นยารับประทานที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคหนองใน
และได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งภาครัฐ และเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529
เป็นต้นมา สำหรับอุบัติการณ์โรคหนองในเทียมลดลงเล็กน้อยจาก
176.31 ต่อแสนประชากรเป็น160.57 ต่อแสนประชากร แต่อุบัติการณ์ของโรคซิฟิลิสกลับเพิ่มขึ้นจาก 36.24
ต่อแสนประชากรเป็น 41.35 ต่อแสนประชากร
ซึ่งเป็นผลจากการเลิกใช้ยาในกลุ่มเพนนิซิลินรักษาผู้ป่วยโรคหนองในโดยใช้ยาอื่น
เช่น ยาในกลุ่ม quinolone ซึ่งไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อซิฟิลิส
และประกอบกับมีการค้นหาผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้
นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อ HIV ในประเทศไทย
โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้รับความสนใจจากบุคคลที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
ทั้งนี้เนื่องจากรายงานของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขบ่งชี้ว่าร้อยละ
77 ของผู้ป่วยเอดส์มีปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์
ดังนั้นหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้
ก็จะสามารถลดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และหลังจากที่หลายฝ่ายได้ร่วมมือกันใช้ความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ
HIV โดยมีโครงการถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็นต์ เริ่มขึ้นในปี 2532 ที่จังหวัดราชบุรี
ต่อมาได้ขยายผลไปยังจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งปี 2534 กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้โครงการถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็นต์เป็นนโยบายที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนำไปปฏิบัติ
ทำให้อัตราการใช้ถุงยางอนามัยในหญิงให้บริการทางเพศกับชายที่มารับบริการซึ่งมีเพียงร้อยละ
15-20 ในปี 2532 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ
90 ในปี 2535-2545 ส่งผลให้อุบัติการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ลดลงอย่างรวดเร็ว
และต่อเนื่องจาก 657.20 ต่อแสนประชากร ในปี2532
เหลือเพียง 26.68 ต่อแสนประชากร
ในปี พ.ศ.2542 และการลดลงเริ่มชลอตัวลงจาก 25.30
ต่อแสนประชากร ในปี 2543 เป็น 21.90
ต่อแสนประชากร ในปี 2545
แผนภูมิที่1 : อัตราอุบัติการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต่อแสนประชากรจำแนกตามชนิดของโรค
ปีงบประมาณ 2525 - 2545
|