comtop1

Contact UsSite Mapcomtop2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Poll Online

 

วันที่ 2 เมษายนคุณคิดว่าจะไปเลือกตั้งหรือไม่

ไปเลือกตั้ง

ไม่ไปเลือกตั้ง

คิดดูก่อน

อาจจะไป

ไม่ไปดีกว่า

 

 

 

 

Web Board

 

 

 

คุณเป็นผู้เข้าชมลำดับที่

 

 

 

รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

 

 

 

 

 

สถานการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย     

อุบัติการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือ กามโรค เป็นการรวบรวมรายงานของหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวินิจฉัย รักษาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 – 12 (สำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขตเดิม) กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กองกามโรคเดิม) รวมกับศูนย์บริการสาธารณสุขของสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โรครายงานมี 5 โรค (กามโรค) คือ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม แผลริมอ่อน กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง

อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่ได้รับรายงานในช่วงปีงบประมาณ 2525 - 2529 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอัตราป่วย 594.77 ต่อแสนประชากรในปี 2525 เป็น 785.55 ต่อแสนประชากรในปี 2529 การเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ในช่วงนี้เป็นผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหนองใน จากอัตราป่วย 319.77 ต่อแสนประชากรในปี 2525 เป็น 450.17 ต่อแสนประชากรในปี 2529 เนื่องจากการดื้อยาของเชื้อโรคหนองในต่อยามาตรฐานเดิมที่ใช้รักษาทั้งชนิดpenicillinase producing Neisserria gonorrhoeae (PPNG) และ non PPNG สำหรับอุบัติการณ์ของโรคหนองในเทียมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากอัตราป่วย 130.45 ต่อแสนประชากรในปี 2525 เป็น 177.61 ต่อแสนประชากรในปี พ.ศ.2529 อัตราป่วยโรคซิฟิลิสเพิ่มจาก 22.45 ต่อแสนประชากรเป็น 36.24 ต่อแสนประชากร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นปัญหาสาธารณสุขปัญหาหนึ่ง และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศแต่อย่างไร

แนวโน้มของอุบัติการณ์เริ่มลดลงช้าๆ จาก 785.55 ต่อแสนประชากรในปี 2529 เป็น 657.20 ต่อแสนประชากรในปี พ.ศ.2532 การลดลงของอุบัติการณ์ในช่วงนี้เป็นผลกระทบจากการลดลงของโรคหนองในจาก 450.77 ต่อแสนประชากรในปี 2529 เป็น 359.09 ต่อแสนประชากรในปี 2532 ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้กำหนดมาตรฐานการรักษาโรคหนองใน โดยใช้ยาในกลุ่ม quinolone ซึ่งเป็นยารับประทานที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคหนองใน และได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งภาครัฐ และเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 เป็นต้นมา สำหรับอุบัติการณ์โรคหนองในเทียมลดลงเล็กน้อยจาก 176.31 ต่อแสนประชากรเป็น160.57 ต่อแสนประชากร แต่อุบัติการณ์ของโรคซิฟิลิสกลับเพิ่มขึ้นจาก 36.24 ต่อแสนประชากรเป็น 41.35 ต่อแสนประชากร ซึ่งเป็นผลจากการเลิกใช้ยาในกลุ่มเพนนิซิลินรักษาผู้ป่วยโรคหนองในโดยใช้ยาอื่น เช่น ยาในกลุ่ม quinolone ซึ่งไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อซิฟิลิส และประกอบกับมีการค้นหาผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้
นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อ HIV ในประเทศไทย โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้รับความสนใจจากบุคคลที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากรายงานของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขบ่งชี้ว่าร้อยละ 77 ของผู้ป่วยเอดส์มีปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์

ดังนั้นหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้ ก็จะสามารถลดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลังจากที่หลายฝ่ายได้ร่วมมือกันใช้ความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV โดยมีโครงการถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็นต์ เริ่มขึ้นในปี 2532 ที่จังหวัดราชบุรี ต่อมาได้ขยายผลไปยังจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งปี 2534 กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้โครงการถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็นต์เป็นนโยบายที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนำไปปฏิบัติ ทำให้อัตราการใช้ถุงยางอนามัยในหญิงให้บริการทางเพศกับชายที่มารับบริการซึ่งมีเพียงร้อยละ 15-20 ในปี 2532 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ในปี 2535-2545 ส่งผลให้อุบัติการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ลดลงอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องจาก 657.20 ต่อแสนประชากร ในปี2532 เหลือเพียง 26.68 ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ.2542 และการลดลงเริ่มชลอตัวลงจาก 25.30 ต่อแสนประชากร ในปี 2543 เป็น 21.90 ต่อแสนประชากร ในปี 2545

แผนภูมิที่1 : อัตราอุบัติการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต่อแสนประชากรจำแนกตามชนิดของโรค

ปีงบประมาณ 2525 - 2545

(แผนภูมิที่ 1 และตารางที่ 1)
แหล่งที่มา : กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

หมายเหตุ : ปี 2529 เริ่มใช้ยาในกลุ่ม Quinolone ในการรักษาโรคหนองในปี 2534 มีโครงการถุงยางอนามัย 100 เปอร์เซ็นต์

ตารางที่ 1 : อัตราป่วยโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต่อแสนประชากร จำแนกตามชนิดของโรค
ปีงบประมาณ 2535-2545

ปีงบประมณ

หนองใน

หนองในเทียม

แผลริมอ่อน

กามโรคของต่อม
และท่อน้ำเหลือง

ซิฟิลิส

รวม

2535

110.23

69.06

9.65

5.01

17.40

211.35

2536

30.43

58.87

4.59

2.39

17.42

163.69

2537

79.66

58.31

4.54

2.36

17.23

113.31

2538

29.96

29.53

1.39

0.46

11.39

72.74

2539

17.67

22.66

0.78

0.36

7.91

49.38

2540

12.31

17.21

0.55

0.22

7.85

37.87

2541

9.62

14.64

0.38

0.17

5.72

30.53

2542

8.76

12.10

0.30

0.21

5.31

26.68

2543

9.12

11.37

0.20

0.13

4.48

25.30

2544

8.49

12.26

0.18

0.07

3.82

24.82

2545

8.65

9.83

0.15

0.07

3.19

21.90

แหล่งที่มา : กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

สถานการณ์รายโรค ในส่วนของแนวโน้มรายโรค อาจพิจารณากลุ่มโรคเป็น 2 กลุ่มได้แก่

  1. กลุ่มโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ซึ่งรายงานประจำเดือนของกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีรายงานอยู่ 5 โรค (กามโรค) ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม แผลริมอ่อน กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง จำนวนผู้ป่วยที่รายงานจึงอาจถือว่าเป็นอุบัติการณ์ ซึ่งมีแนวโน้มลดลง
  2. กลุ่มโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ได้แก่ viral STIs. เช่น เริม ข้อมูลรายงานโรคกลุ่มนี้อาจถือเป็นรายงานความชุก แต่โรคกลุ่มนี้ไม่มีในรายงานของกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งคาดว่าแนวโน้มโรคนี้จะทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV ซึ่งมีผลให้โอกาสการติดเชื้อ และอาการปรากฏเด่นชัดมากขึ้น
    ซิฟิลิส จากรายงานพบว่า ในปี 2532 มีอัตราป่วย 41.35 ต่อแสนประชากร และในปี 2545 พบอัตราป่วย 3.19 ต่อแสนประชากร ซึ่งจะสังเกตพบว่าอัตราป่วยโรคซิฟิลิสลดลงช้ากว่าโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เนื่องจากมีผู้ป่วยโรคซิฟิลิสในระยะแฝงอยู่ในชุมชนจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีโอกาส
    ตรวจพบผู้ป่วยในระยะนี้ได้อยู่เสมอในการตรวจเลือดหมู่ หรือตรวจพบโดยบังเอิญในผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นๆที่เข้ามารับบริการในสำนักงานสาธารณสุข
    หนองใน เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด และสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มอุบัติการณ์โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์โดยตลอด ตั้งแต่ปี 2530 พบว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วจาก 436.08 ต่อแสนประชากร เป็น 8.65 ต่อแสนประชากรในปี 2545 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะยาวโรคหนองในอาจลดความสำคัญลงไป
    หนองในเทียม พบว่าในปี 2530 มีอัตราป่วย169.80 ต่อแสนประชากร ลดลงเหลือ 9.83 ต่อแสนประชากร ในปี 2545 ในอดีตโรคหนองในเทียมพบบ่อยรองลงมาจากโรคหนองในโดยตลอด จนกระทั่งปี 2538 เริ่มมีอัตราที่สูงกว่าโรคหนองใน เนื่องจากโรคหนองในเทียมมีระยะแฝงที่ไม่แสดงอาการ
    แผลริมอ่อน นับเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับโรคหนองใน ในอดีตโรคแผลริมอ่อนนับเป็นสาเหตุของแผลที่อวัยวะเพศที่พบบ่อยที่สุด และพบมากเป็นอันดับ 3 รองจากโรคหนองใน และโรคหนองในเทียม จากรายงานพบอัตราป่วย 85.18 ต่อแสนประชากรในปี 2530 และแนวโน้มของโรคลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2533 พบอัตราป่วย 34.9 ต่อแสนประชากร ในปี พ.ศ. 2541-2545 พบอัตราป่วย 0.38, 0.30, 0.20, 0.18 และ 0.15 ต่อแสนประชากรตามลำดับ
    กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง (LGV) จากรายงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนับเป็นโรคที่พบน้อยที่สุด ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา มีแนวโน้มลดลงตลอด จากอัตราป่วย 37.19 ต่อแสนประชากร เป็น 0.07 ต่อแสนประชากร ในปี 2545
    สำหรับสถานการณ์ของผู้ป่วยในภาคเอกชนนั้นมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจจากคลินิกเอกชน 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งได้รายงานจำนวนผู้ป่วยโรคหนองในมาโดยตลอดจาก 2,828 ราย และ 1,588 รายในปี 2532 เหลือเพียง 39 ราย และ 136 รายในปี 2540 ตามลำดับ แต่เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 157 ราย และ 328 รายในปี 2542 และเพิ่มเป็น 202 ราย และ 398 ราย ในปี 2544


แผนภูมิที่ 2 : สัดส่วนจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ จำแนกรายโรคปีงบประมาณ

ปี 2535 และ2545

แหล่งที่มา : กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

ถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์จะไม่สูงจนเป็นปัญหาเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ แต่โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อสังคม และเศรษฐกิจ เนื่องจากโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มีความสัมพันธ์กับโรคเอดส์ ดังนี้

1. สาเหตุของการติดต่อที่สำคัญของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์ พบว่ามาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

2.สามารถใช้อุบัติการณ์หรือแนวโน้มของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิผลของการป้องกันควบคุมโรคเอดส์ทางเพศสัมพันธ์ได้ไวกว่าการวัดแนวโน้มจากการติดเชื้อHIV หรือจำนวนผู้ป่วยเอดส์
3. การป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ มีกลวิธีหลักที่สำคัญเหมือน
กัน คือ การปรับเปลี่ยน หรือลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายหลักก็เป็นกลุ่มเดียวกัน คือประชากรวัยเจริญพันธุ์
4. โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ในขณะเดียวกันโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ก็สามารถเพิ่มอัตราการแพร่เชื้อ HIV และยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้ติดเชื้อ HIV ป่วยเป็นโรคเอดส์เร็วขี้น
5. การดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เป็นมาตรการในการป้องกันการติดเชื้อ HIV


 

 

<< กลับหน้าหลัก | หน้าต่อไป

 

 

 

 

Copyright 2005 - กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ - All Rights Reserved