|
ดร. น.พ. วินัย วุตติวิโรจน์ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค
1. โรคติดต่อที่เกิดขึ้นแบบผิดปกติหรือโดยไม่คาดฝัน เพียง 1 ราย ทำให้สาธารณชน เกิดความเสี่ยงอย่างรุนแรง เมื่อพบต้องรายงานผู้ประสานกฎอนามัยระหว่างประเทศ ไปยังองค์การอนามัยโลกภายใน 24 ชั่วโมง
|
ไข้ทรพิษ ไข้ฝีดาษ (Smallpox) |
ดูตารางเทียบ ผื่น Variola major กับ อีสุกอีไส Varicella;
อัตราจากโรค: 20-40% Variola minor มีผื่นคล้ายกันแต่อาการทุกระบบรุนแรงน้อยกว่าและ อัตราตายจากโรค 1% ส่วนแบบอื่นๆ จะรวมโรคที่อาการไม่รุนแรง มีแผลไม่มากในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันไม่สมประกอบ;แบบเลือดออกรุนแรง และแบบแผลไข้ทรพิษชนิดแบบโดยแผลเกิดขึ้นช้าแต่เป็นที่ผิวๆ และหายแล้วไม่เป็นแผลเป็น
สาเหตุ : จากไวรัส variola
ระยะฟักตัว : 7-17 วัน ปกติ 10-12 วัน
การแพร่เชื้อ : มาทางอากาศ droplet จากทางเดินหายใจ สัมผัสกับแผลผิวหนัง ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า
ระยะติดต่อ : จนกระทั่งสะเก็ดแผลหลุดไปหมด ประมาณ 3 สัปดาห์
การควบคุม : แยกกักผู้ป่วยอย่างเข้มงวด จนกว่าสะเก็ตจะหลุด; ค้นหารายป่วยอย่างเข้มงวด; ปลูกฝีผู้สัมผัสโรคทุกกรณี แยกผู้สัมผัสโรคปฐมภูมิ (ใกล้ชิดแบบเผชิญหน้าผู้ป่วย) เฝ้าระวังทางการแพทย์ ผู้สัมผัสโรคทุติยภูมิ (ผู้สัมผัสกับผู้สัมผัสปฐมภูมิ) และผู้ที่อาจจะสัมผัสทางไกลอื่นๆ ระมัดระวังความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสำหรับตัวอย่างส่งมาห้องปฏิบัติการ โรคไข้ทรพิษปัจจุบันนี้ถูกกวาดล้างหมดไปจากโลกแล้ว ผู้ป่วยที่คิดว่าสงสัยให้รายงานเป็นการด่วนไปยังหน่วยงานส่วนกลางและองค์การอนามัยโลก
ตาราง ลักษณะทางคลินิกของอีสุกอีใสและไข้ทรพิษ (ในช่วงหลังการกำจัดไข้ทรพิษหมดไปจากโลก ลักษณะทางคลินิกของอีสุกอีใสต้องใช้การพิจารณาแยกให้ ได้จากไข้ทรพิษ)
|
ลักษณะคลินิก |
อีสุกอีใส |
ไข้ทรพิษ |
| อาการแรกเริ่ม |
ดำเนินต่อเนื่อง ไข้ปานกลาง |
อาการทันใด ไข้สูง อ่อนเพลียมาก (เหมือนโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ) |
| ผื่นผิวหนัง |
เกิดในวันที่ 2 ไข้ยังมี (ในเด็กผื่นมักจะเป็นอาการแสดงนำ) เริ่มที่ลำตัวหนาแน่นขึ้น ไม่ขึ้นฝ่ามือและฝ่าเท้า ผื่นเรียบจะเป็นตุ่ม อย่างรวดเร็ว กลายเป็นตุ่มถึงน้ำใสตกสะเก็ดไม่กลายเป็นหนอง ตุ่มที่ขึ้นมาทีหลังเกิดระหว่าง 4-5 วัน จะอยู่ในระยะต่างๆ กัน |
เกิดในวันที่ 3-4 ไข้ลดลงชั่วคราวนาน 2-3 วัน เริ่มที่หน้าและแขนขา ขึ้นฝ่ามือ ฝ่าเท้า และจะหนาแน่นขึ้น ผื่นผิวเรียบกินเวลา 4-6 วัน แล้วเป็นตุ่ม ถุงน้ำและตุ่มหนองก่อนตกสะเก็ดตุ่มเกิดขึ้น ชุดเดียว : ตุ่มทุกตุ่มในบริเวณเดียวกันและแต่ละตุ่มในบริเวณเดียวกันอยู่ในระยะเดียวกันหมด |
| ถุงน้ำเล็กๆ(vesicles) |
นุ่ม อยู่ผิวๆ เหมือนหยดน้ำตา ไม่บุ๋มตรงกลาง หลุดง่ายเหลือเป็นแผลตื้นๆ |
แข็ง อยู่ลึก บุ๋มกลาง กลายเป็นตุ่มหนอง พร้อมไข้ขึ้นและอ่อนเพลียมาก หายช้า และกลายเป็นผิวบุ๋มแบบผิวหน้าข้าวตัง |
| โอกาสเสียชีวิต |
ไม่มี |
อัตราตายจากโรค 20-40%(variola major) |
|
โปลิโอมัยอีลัยตีส จากเชื้อ wild type (Wild type Poliomyelitis) |
เริ่มอาการด้วยไข้ปานกลาง ปวดหัว ระบบกระเพาลำไส้ทำงานไม่ปกติ หมดเรี่ยวแรง คอและหลังแข็ง ต่อมา 2-3 วัน กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอัมพาตไม่เท่ากันสองข้างไม่สูญเสียประสาทรับความรู้สึก ส่วนใหญ่เกิดกับขา ส่วนอาการเล็กน้อย (abortive poliomyelitis) aseptic meningitis poliomyelitis ที่ไม่อัมพาต และกลุ่มไม่มีอาการพบได้บ่อย
อาการแทรกซ้อน : เดินขาเป๋ อัมพาตที่ลามขึ้นส่วนบนของร่างกายอาจจะไปมีผลต่อกล้ามเนื้อกล่องเสียงและกล้ามเนื้อหายใจ bulbar polimyelitis
อัตราตายจากโรค : 2-10% รุนแรงกว่าในผู้ใหญ่
สาเหตุ : จากเชื้อ poliovirusses ทัยป์ 1 2 3
การวินิจฉัยแยกโรค: polyneuritis หลังติดเชื้อ การติดเชื้อ coxsackievirus และ echovirus อัมพาตจากเห็บกัด (ไม่ค่อยเจอ) กลุ่มอาการ Guillain-Barre; โรค poliomyelitis ที่ไม่มีอัมพาต ทางคลินิกแยกไม่ออกจาก aseptic meningitis ที่เกิดจากเชื้อ echovirus และ coxsackievirus arboviruses ไวรัสคางทูม ไวรัส lymphocytic choriomeningitis herpesvirus และ leptospirosis
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : พบเซลล์ลิมโฟซัยท์ในน้ำไขสันหลัง (อาจจะพลาด) และโปรตีนเพิ่ม; แยกเชื้อไวรัสจากอุจจาระ เสมหะหรือมูกจากช่องปากร่วมคอหอย การทดสอบซีโรโลยี
ระยะฟักตัว : 3-35 วัน ปกติ 7-14 วัน
การแพร่เชื้อ : สารคัดหลั่งจากลำคอและอุจจาระ พาหะไม่มีอาการ
ระยะติดต่อ : 7-10 วันก่อน และ 2-3 วันหลังอาการแสดง
การเกิดโรค : ทั่วโลก ยังชุกชุมในภูมิอากาศเขตอบอุ่นที่มีเขตโรคประจำถิ่นและโรคระบาดในเด็ก
การควบคุม : ไม่มีการรักษาเฉพาะ ใช้เครื่องช่วยหายใจถ้าจำเป็น ระวังสิ่งขับถ่าย (ปัสสาวะอุจจาระ) นาน 7 วัน ตั้งแต่เกิดอาการ ควบคุมการระบาดโดยการให้วัคซีน monovalent ชนิดกินกับประชากรจำนวนมาก
การป้องกัน : วัคซีนชนิดกิน หรือ วัคซีนที่ใช้ในโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในเด็กเล็ก เป็นโรคที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังขององค์การอนามัยโลก
|
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ในคน (Human Influenza new subtype) |
อาการฉับพลัน หนาวสั่น ไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยเนื้อตัวไปทั่ว หมดเรี่ยวแรง น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอมีเสมหะรุนแรง ระยะเวลาประมาณ 2-7 วัน
อาการแทรกซ้อน : หลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ (bronchiolitis) ปอดอักเสบ ปอดอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียตามหลัง
สาเหตุ : จากไวรัส influenza A หรือ B
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : แยกเชื้อไวรัสจากน้ำที่ดูดมาจาก nasopharyn หรือกวาดคอ นำส่งแยกซีโรทัยป์ของสายพันธุ์ที่ห้องปฏิบัติการที่ทำได้ เช่น WHO collaborating center; ทดสอบซีโรโลยี
ระยะฟักตัว : 24-72 ชั่วโมง
การแพร่เชื้อ : การกระจาย droplet ละอองฝอย และน้ำมูก
การเกิดโรค : ในฤดูหนาวทั่วโลก โรคระบาดจากเชื้อไข้หวัด A เกิดขึ้นประจำทุกปีการระบาดช่วงหนึ่ง นานประมาณ 2-3 ปี และการระบาดทั่วโลก (มีอัตราเกิดโรคสูงถึง 15-40%) มีช่วงการระบาดนาน 10-15 ปี ส่วนเชื้อไข้หวัดใหญ่ B เกิดประจำทุกปีเช่นกัน การระบาดช่วงหนึ่งๆ นาน 4-7 ปี และมีอุบัติการณ์เกิดโรคสูงสุดในชุมชนปิด (เช่น สถานพักฟื้นคนชรา)
การควบคุม : สร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนที่ปรับเข้ากับชนิด A และ B ล่วงหน้าก่อนฤดูการระบาดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บริการสาธารณสุข คนชรา และพวกกลุ่มภูมิคุ้มกันแบบประณีประนอม (ด้วยวัคซีนเชื้อตายแล้ว) ; ใช้ยา rimantadine เป็นยาป้องกันหลังสัมผัสหรือเพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อ (ไม่ได้ผลกับไข้หวัด B) ; ปอดบวมที่เกิดทีหลังต้องใช้การรักษาแยกกักทางเดินหายใจหรือการแยกกักอย่างเข้มงวด (STRICT ISOLATION) รายงานการระบาดให้องค์การอนามัยโลกทราบ (เป็นโรคในข่ายเฝ้าสังเกต)
|
โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory syndroms: SARS) |
from http://www.who.int/csr/resources/publications/WHO_CDS_CSR_ARO_2004_1.pdf
สาเหตุ : โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรค ซาร์ส เป็นโรคติดต่อเกิดจาก เชื้อ ซาร์ส coronavirus (SARS-CoV).
ระบาดวิทยา : เชื้อ SARS-CoV ระบาในโรงพยาบาลโดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ ส่วนเด็กถ้าจะเป็นจะมีอาการเบากว่าผู้ใหญ่
ระยะฟักตัวเฉลี่ย : คือ 5 วัน พิกัด 2-10 วัน แต่อาจมีรายงานว่า บางรายนานกว่านี้ แต่ผู้ป่วยที่ระยะฟักตัวนานกว่า 10 วัน มักจะไม่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐาน ทั้งยังอาจจะไม่ได้กรวดน้ำเหลืองวิทยา ยืนยัน ไม่มีรายงานการแพร่เชื้อก่อนเกิดอาการ
ธรรมชาติวิทยาของโรค : สัปดาห์ที่ 1 ผู้ป่วยมีอาการเริ่มต้นเหมือนไข้หวัดใหญ่ คือ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะและตัวแข็งเกร็ง แต่ไม่มีอาการหรือกลุ่มอาการใดที่เป็นลักษณะจำเพาะ แม้ไข้จะเป็นอาการที่รายงาน แต่ตอนวัดครั้งแรกอาจจะไม่พบว่ามีไข้
สัปดาห์ที่ 2 ไอ (เริ่มต้น ไอแห้งๆ) หายใจลำบาก และอุจจาระร่วง อาจจะเกิดในสัปดาห์แรก แต่ส่วนใหญ่เกิดในสัปดาห์ที่ 2 ผู้ป่วยที่มีอาการเลวลงอย่างรวดเร็ว จะหายใจลำบาก ออกซิเจนในเลือดจะลดลงและร้อยละ 20 ต้องเข้าห้องผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยร้อยละ 70 จะมีอาการอุจจาระร่วงเป็นน้ำครั้งละมากๆ แต่ไม่มีมูกเลือด การแพร่กระจายเชื้อ เกิดในสัปดาห์ที่ 2
อาการทางคลินิก : จากการวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศคานาดา จีน เขตปกครองพิเศษฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา ระหว่างการระบาดในปี 2546 พบว่า อัตราป่วยตายของโรค (CFR) ประมาณว่าอยู่ระหว่าง ร้อยละ 0 ถึง กว่า ร้อยละ 50 ขึ้นกับกลุ่มอายุและศูนย์ที่รายงาน ส่วน CFR โลกคร่าวๆ คือ ร้อยละ 9.6 อัตราตายที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับเพศชาย
ผู้ป่วยสูงอายุ เด็ก และ ตั้งครรภ์ : ผู้ป่วยโรคซาร์สอาจจะไม่มีใช้ หรืออาการเลือดเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรียผสมโรง/ปอดบวม มักพบในผู้ป่วยสูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยที่โรคประจำตัวเรื้อรังและเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลรักษาโรคอื่นๆ อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่พยาบาลไม่ทันเอะใจทำให้เป็นแหล่งการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล (nosocomial Transmission) โรคนี้ไม่ค่อยพบในหอผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยตั้งครรภ์ ที่ยืนยันอาจทำให้เกิดการแท้งในท้องแรก แต่แม่ท้องหลังๆ อาจจะเสียชีวิต
ภาพถ่ายรังสีเอ็กซเรย์ : ภาพถ่ายรังสีเอ็กส์ทรวงอก หรือ CT ในตอนแรกๆ จะพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบปื้นขาวๆ เริ่มจากริมปอดข้าวเดียวตั้งแต่ วันที่ 3-4 หลังป่วย แต่ยังไม่มีอาการแสดงทางปอดหลังจากนั้นจะเกิดปื้นอื่นๆ กระจายไปทั้งปอดจนเห็นเป็นกระจกฝ้า ปื้นบางอันอาจจะขยับเลื้อน อาการในปอดระยะหลังๆ อาจจะเกิดปอดรั่ว (spontaneous pneumothorax) pneumomediastinum พังผืดได้เยื่อหุ้มปอด (sub-pleural fibrosis) และ/หรือ กลายเป็นถุงซีสท์ (cystic changes)
ผลเลือดและชีวเคมี : ไม่มีผลเลือดและชีวเคมีที่จำเพาะของโรคซาร์ส แต่การศึกษาพบว่า เลือด พบ ลิมโฟชัยท์สูงในเลือด และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ บางครั้งเกร็ดเลือดต่ำ และพบเวลา APTT นานขึ้น ชีวเคมี พบ ระดับ LDH สูง และบางรายงานพบว่าสัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคไม่ดี พบ ระดับ ALT AST และ CPK สูง แต่ไม่ค่อยรายงาน ระดับอีเล็กโทรลัยท์ผิดปกติ อาจพบเมื่อตรวจร่างกายหรือเข้ารักษาในหอผู้ป่วยแล้ว ได้แก่ โซเดียวต่ำ โปดัสเซี่ยมต่ำ แมกนิเซียมต่ำ และแคลเซียมต่ำ
บรรณาณุกรม 1. Hon KLE Leung CW Cheng WTF Chan PKS Chu WCW Kwan YW et al. Clinical presentations and outcome of severe acute respiratory syndrome in children. Lancet 2003 361:1701-1703. 2. see http://www.who.int/csr/sars/country/table2003_09_23/en/ WHO GUIDELINES FOR THE Global Suveillance of SARS Updated Recommendations October 2004 3. Wong SF Chow KM de Swiet M. Severe Acute Respiratory Syndrome and pregnancy. British Journal of Obstetrics and Gynaecology 2003 110:641-642.
2. โรคติดต่อที่เกิดการระบาด และมีแนวโน้มจะแพร่ระบาดข้ามประเทศ
อาการรวดเร็ว อุจจาระร่วงเป็นน้ำมากมาย อาเจียน ร่างกายขาดน้ำอย่างรวดเร็วร่างกายเกิดสภาวะเป็นกรด การไหลเวียนเลือดล้มเหลว มักไม่มีไข้ ยกเว้นบางครั้งในเด็ก ถ้าไม่รักษาอัตราตายจากโรคอาจจะเกิน 50% และภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง; ถ้ารักษา อัตราตายลดลงไม่ถึง 1% ผู้มีอาการไม่รุนแรงอาจจะมีอุจจาระร่วงเท่านั้น ส่วนพวกที่ไม่มีอาการมีอยู่เป็นจำนวนมาก
สาเหตุเกิดจากเชื้อ : Vibrio cholerae O group 1 (ไบโอทัยป์ eltor หรือ classical)
การวินิจฉัยแยกโรค : สายพันธุ์ Vibrio cholera non O group 1 จะทำให้เกิดอาการเหมือนโรคอหิวาด์ระบาดได้อย่างจำกัด บางครั้งอาจจะมีใช้ และอุจจาระมีมูกปนเลือดแต่ไม่เคยระบาดใหญ่
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : ใช้กล้องจุลทรรศน์ dark field หรือ phase-contrast ตรวจอุจจาระหรืออาเจียนของผู้ป่วยจะเห็นลักษณะการเคลื่อนไหวของ vibrio ถ้าเติมแอนดิซีรั่มจำเพาะลงไปเชื้อจะหยุดเคลื่อนไหวทันที; เพาะเชื้อด้วยอาหารพิเศษ ทดสอบซีโรโลยีจะพบระดับแอนติบอดีขึ้นในซีรั่มคู่
ระยะฟักตัว : 2-3 ชั่วโมง ถึง 5 วัน
การแพร่เชื้อ : จากอุจจาระสู่ ปาก น้ำ อาหาร แมลงวัน
การเกิดโรค : เป็นโรคประจำถิ่นที่เกิดระบาดขึ้นเป็นครั้งคราวในอัฟริกา เอเชีย ยุโรปตะวันออก และอินเดีย เป็นโรคนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรปตะวันตก การระบาดไม่ค่อยเกี่ยวพันกับการเดินทางทางอากาศ
การควบคุม : ให้สารน้ำทดแทน (ทางปาก เส้นเลือดดำ) เดตร้าชัยคลิน ไทรเมโธพริม-ซัลฟาเมธอกซาโซล ไม่ต้องแยกกักผู้ป่วย (ยกเว้นในพื้นที่ไม่ใช่โรคประจำถิ่น) ระวังเรื่องสิ่งขับถ่าย ฆ่าเชื้อโรคที่มือต้มน้ำให้เดือดหรือเติมคลอรีน ค้นหาแหล่งเชื้อโรคและผู้สัมผัสเพื่อให้เคมีบำบัด ไม่แนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน รายงานองค์การอนามัยโลก (เป็นโรคต้องรายงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ ฉบับก่อนปี 2005)
1. กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague) ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ รักแร้ หรือ รอบคออักเสบ ไม่ค่อยมีไข้
อาการแทรกซ้อน : กาฬโรคเลือดเป็นพิษ (อ่อนเพลีย เลือดออก อัตราตายจากโรค 60% ถ้าไม่รักษาไข้ดำ) กาฬโรคปอด (รุนแรงมาก ตายใน 48 ชั่วโมง)
สาเหตุ : จากเชื้อ แบซิลไล Yersinia pestis
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย ย้อมสีกรัมโดยตรงและเพาะเชื้อจากน้ำที่ดูดจากต่อน้ำเหลือง เลือด เสมหะ
ระยะฟักตัว : 2-6 วัน
การแพร่เชื้อ : หมัดของสัตว์ฟันแทะป่าในเขตชนบทกัด หมัดหนู (Xenopsylia cheopis) กัดหมัดแมว และหมัดคนในกาฬโรคเขตเมือง การแพร่จากคนสู่คนโดยทาง droplet ที่มาทางอากาศและสิ่งของจับต้องในกาฬโรคปอด
การเกิดโรค : วงจรกาฬโรคที่ระบาดในสัตว์ป่ามีรายป่วยประปรายหรือรายป่วยจำนวนน้อยในสภาพภูมิอากาศร้อนและอบอุ่นในพื้นที่มีกาฬโรคในสัตว์ฟันแทะป่า ; กาฬโรคเขตเมืองจะเป็นในเขตโรคประจำถิ่นหรือในระยะจุดสูงสุดของการระบาด (หนูบ้านเป็นแหล่งรังโรค)
การควบคุม : รักษาด้วยยา streptomycin tetramycin chloramphinical; ระวังผิวหนังในกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง แยกกักผู้ป่วยแบบทางเดินหายใจสำหรับผู้ต้องสงสัยปอดบวมในผู้ป่วยกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง ทำลายเชื้อสารคัดหลั่งที่เป็นหนองทั้งหมด เสมหะ ทำความสะอาดห้องผู้ป่วย หลังเลิกรักษา ระวังเรื่องปลอดเชื้อเมื่อจัดการกับศพ ผู้สัมผัสโรค : พ่นยาฆ่าแมลงที่มีประสิทธิผลฆ่าหมัดในพื้นที่และเฝ้าระวังนาน 7 วัน มาตรการชุมชน : การควบคุมหมัดต้องทำก่อนหรือพร้อมๆ กับมาตรการจัดการสัตว์ฟันแทะ
การป้องกันด้วยยา : ฉีดวัคซีนแบคทีเรียที่ตายแล้วติดต่อกัน 3 เข็ม และกระตุ้นเป็นระยะ
มาตรการระหว่างประเทศ : รายงานองค์การอนามัยโลก (โรคนี้เป็นโรคต้องรายงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ ซึ่งควบคุมการเดินทางของเรือและเครื่องบิน ฉบับก่อน ปี 2005)
2. กาฬโรคปอด (-pneumonic Plague ICD9 020.5) อาการทันใด ไข้สูง หนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง อาการไอเกิดขึ้นใน 24 ชั่วโมง เสมหะตอนแรกเหนียวใส แล้วกลายเป็นสีสนิมหรือแดงสด มักไม่มีปื้นแผลในปอด ถ้าไม่รักษา : ตายภายใน 48 ชั่วโมง
การวินิจฉัยแยกโรค : ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย pneumococci หรือตัวอื่น
สาเหตุ : จากเชื้อแบซิลไล Yersinia pestis
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย เก็บเสมหะ ย้อมสีกรัมและเพาะเชื้อในอาหารเพาะเลี้ยงธรรมดา
ระยะฟักตัว : 2-3 วัน
การแพร่เชื้อ : แพร่ได้ง่ายมากทาง droplet จากทางเดินหายใจและสิ่งของที่เพิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ
การเกิดโรค : เป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (ดูหน่วยที่ผ่านมา) หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรก
การควบคุม : แยกกักผู้ป่วยอย่างเข้มงวดยิ่ง
การรักษา : streptomycin tetracycline chloramphinicol
ผู้สัมผัสโรค : ค้นหา แยกกักไว้ 7 วัน และให้เคมีป้องกัน (รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้วย) รายงานองค์การอนามัยโลก (เป็นโรคต้องรายงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ ฉบับก่อน ปี 2005)
ระยะแรกเหมือนไข้ dengue แล้วดีขึ้นในวันที่ 3 และระยะตับและเนื้อไตเป็นพิษ (hepatonephrotoxic phrase) พร้อมเลือดออกซึ่งจะชัดกว่าตัวเหลืองตาเหลือง เลือดไหลจากจมูกและเหงือก อาเจียนออกมาเป็นสีดำ เลือดปนอุจจาระ (แบบสดๆ หรือดำ) ไม่มีน้ำปัสสาวะ ไข่ขาวหลุดออกไปในปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง โคม่าเพราะกรดยูริกสูง (uremic come) ความดันเลือดต่ำ ช็อก เสียชีวิตภายใน 10 วัน หลังเกิดอาการ ชนิดเป็นรุนแรงทันใด (fulminating case): เสียชีวิตภายใน 3 วัน
อัตราตายจากโรค : สูงถึง 80% ในรายเป็นรุนแรง และประมาณ 1% ถ้ารวมรายเบาๆ หรือรายไม่มีอาการไปคำนวณด้วย
สาเหตุ : จากเชื้อไวรัสไข้เหลืองกลุ่ม flavivirus
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : ระวังเรื่องความปลอดภัย ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 10 วัน ก่อนลงมือทำงาน แยกไวรัสจากเลือดในระยะแรกเมื่อเริ่มมีอาการ หรือจากชิ้นเนื้อที่ตัดมาภายใน 12 วัน หลังเกิดอาการและจากพาหะยุง การทดสอบชีโรโลยีหา IgM จำเพาะในซีรั่มเดียวหรือระดับ IgG ที่เพิ่มขึ้นในซีรั่มคู่ ห้ามตัดชิ้นเนื้อตับมาตรวจเพราะอาจจะทำให้เลือดออกภายในได้
ระยะฟักตัว : 3-6 วัน
การแพร่เชื้อ : จากลิงสู่คนโดยยุงบางชนิด (วงจรป่า) และจากคนสู่คนโดยยุงบ้านบางชนิดส่วนใหญ่ยุงลาย Aedes aegypti (วงจรเมือง)
การเกิดโรค : ทุกกลุ่มอายุในเขตร้อนของทวีปอัฟริกาและอเมริกา
การควบคุม : กางมุ้งให้ผู้ป่วยป้องกันยุงสัมผัสผู้ป่วย ป้องกันตัวเองไม่ให้ยุงกัด ยาฆ่าแมลงพ่นในระหว่างเกิดโรค ระบาดและลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง วัคซีนจากเชื้อยังมีชีวิตต้องใช้เวลาหลังฉีด 7 วัน จึงจะมีผลป้องกันและต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำ (4-8 องศา ซ.) รายงานหน่วยเหนือและองค์การอนามัยโลก (เป็นโรคตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ ฉบับก่อนปี 2005)
|
โรคไวรัสอีโบลาและมาร์เบิร์ก (Ebola and Marburg virus dosease Marburg) |
อาการทันทีทันใด ไข้ เจ็บปวดทั่วไป อาเจียน อจจาระเป็นน้ำ ร่างกายขาดน้ำอย่างรวดเร็ว หมดเรี่ยวหมดแรง ถึงวันที่ 5-9 เกิดผื่นชนิด maculopapular (ดูเหมือนผื่นโรคหัดที่มีอาการเยื่อตาขาวอักเสบด้วย) คอหอยอักเสบ ผื่นช้ำจ้ำเลือดขนาดใหญ่ (ecchymoses) จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เลือดออกจากจมูกและเหงือก อุจจาระปนเลือด อุจจาระสีดำ ประจำเดือนไหลไม่หยุด การไหลเวียนเลือดล้มเหลว ช็อก และเสียชีวิตระหว่างวันที่ 7 และ 16 มักพบอาการบวม (หน้าบวม เยื่อหุ้มปอดและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ) ในโรค Marburg
อัตราตายจากโรค : 3% (Marburg) ถึง 85% (Ebola)
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัสสายยาว 2 ชนิด Ebola และ Marburg ที่หน้าตาเหมือนกัน แต่แอนติเจนต่างกัน (family Filoviridae)
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : แยกเชื้อไวรัสจากเลือดและเนื้อเยื่อตัวอย่างตัดส่งตรวจ; ทดสอบซีโรโลยี (ห้องปฏิบัติการชนิดปลอดภัยยิ่งยวด maximum containment)
ระยะฟักตัว : 2-21 วัน ปกติประมาณ 3-7 วัน
การแพร่เชื้อ : ยังไม่ทราบแหล่งรังโรคในสัตว์ (ลิงถูกกล่าวหาเป็นพาหะโรค Marburg); การแพร่จากคนสู่คนผ่านลูกหลานหลายรุ่นสำหรับโรค Ebola แต่มักไม่เกิน 2 รุ่น สำหรับโรค Marburg โดยการสัมผัสใกล้ชิดซึ่งหน้า (droplet ละอองฝอย) หรือสัมผัสกับเลือด
การเกิดโรค : อาจจะชุมชนในทวีปอัฟริกาบริเวณ sub-Sahara อาจจะไม่มีอาการ; การระบาดที่เกิดต่างสถานที่อาจเกิดอย่างกระทันหัน
การควบคุม : รักษาพยาบาลในห้องผู้ป่วยหนัก แยกกักผู้ป่วยแบบปลอดภัยสูงสุด (STRICT ISOLATION) สืบสวนหาผู้สัมผัสโรค อิมมูนพลาสมา และยาทำลายเชื้อไวรัสอาจจะมีประโยชน์เมื่อเริ่มมีอาการ
|
ไข้เลือดออกมาร์เบิร์ก (Marburg haemorrhagic fever) |
31 มีนาคม 2548
โรคไข้เลือดออกมาร์เบิร์กเป็นโรคที่มีความรุนแรงถึงชีวิต เกิดจากเชื้อไวรัส สกุล (femily) เดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกอีโบลา ถ้านำไปส่องกล้องจุลทัศน์อิเลกทรอน จะเห็นเชื้อไวรัสเหมือนเส้นด้ายยาวๆ บางครั้งม้วนเป็นวงรูปร่างประหลาดๆ ทำให้เรียกชื่อสกุลมันว่า filoviridae ไวรัสในสกุลนี้เป็นเชื้อโรคที่มีความรุนแรงที่ติดสู่คน
แม้ทั้งอีโบลาและมาร์เบิร์กจะเป็นไวรัสต่างชนิด แต่อาการทางคลินิกเหมือนกันจนแยกแทบไม่ออก โรคทั้งสองนี้พบได้ยากแต่มีศักยภาพทำให้เกิดการระบาดได้ด้วยอัตราตายสูงมาก ในประวัติศาสตร์ของการระบาด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะสนใจโรคนี้ก็ต่อเมื่อการแพร่ระบาดเกิดขึ้นเพราะการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลไม่เพียงพอ
โรคจากเชื้อไวรัสทั้งสองโรคนี้ ไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือการรักษาเฉพาะ แม้ความพยายามค้นคว้าวิจัยและตรวจสอบสืบสวนศึกษาสัตว์ต่างๆ แมลง และพืช นับร้อยๆ ชนิดมานานนับสิบปี แต่ก็ยังไม่พบแหล่งรังโรคในสัตว์หรือในสิ่งแวดล้อมอื่น ลิงเป็นสัตว์ที่ไวต่อการติดเชื้อ แต่ไม่ใช่แหล่งรังโรคเพราะลิงติดเชื้อไวรัสทุกรายจะตายอย่างรวดเร็วจนไม่อาจใช้เพาะเลี้ยงไวรัสให้มีชีวิตเป็นๆ ได้ มนุษย์ไม่ใช่ส่วนของวัฎจักรการแพร่เชื้อตามธรรมชาติ การติดเชื้อเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ธรรมชาติวิทยาและลักษณะทางคลินิก
เชื้อสาเหตุ : Marburgvirus จากสกุล Filoviridae
การเกิดโรคตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ : การระบาดและการเกิดโรคประปราย มีรายงานจากประเทศแองโกลาสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เคนยา และแอฟริกาใต้ (คนที่มีประวัติเพิ่งเดินทางกลับมาจากซิมบับวี) การระบาดครั้งแรกเกิดขึ้นในเยอรมันนีและประเทศที่เคยเป็นประเทศยูโกสลาเวีย เมื่อ พ.ศ.2510 และสัมพันธ์กับห้องปฏิบัติการที่ใช้ลิงเขียวแอฟริกัน (Cercopithecus aethiops) ที่นำเข้าจากอูกานดา มาทดลองทางการแพทย์
การแพร่กระจายเชื้อ : เชื้อไวรัสแพร่กระจายจากคนสู่คนโดยอาศัยความใกล้ชิดยิ่งยวดกับผู้ป่วยการติดเชื้อเกิดขึ้นจากการสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่งอย่างอื่นของร่างกาย (อุจจาระ อาเจียน ปัสสาวะ น้ำลาย และสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ) ที่มีปริมาณไวรัสเข้มข้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสารคัดหลั่งเหล่านี้มีเลือดปน สำหรับการติดเชื้อทางน้ำเชื้อเพศชาย (semen) ที่ติดเชื้อ มักจะเกิดขึ้นได้นานมากถึง 7 สัปดาห์ หลังอาการทางคลินิกหายไปหมดแล้ว
การติดเชื้อจากการสัมผัสจับต้องทางอื่น เกิดขึ้นได้ยากมาก ดังนั้นจึงเชื่อว่าการแพร่กระจายเชื้อทางฝอยละอองหายใจไม่มีประสิทธิผล การแพร่เชื้อจะไม่เกิดขึ้นในระยะฟักตัว
ผู้ป่วยในระยะอาการหนักและมีเลือดออกตามมา จะแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้ดีมาก การคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยหนัก ขณะให้การดูแลรักษาที่บ้านหรือในโรงพยาบาล และในพิธีศพเป็นช่องทางการติดเชื้อที่พบบ่อยการติดเชื้อผ่านอุปกรณ์ฉีดยาที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือถูกเข็มฉีดยาตำมักจะเกิดเป็นโรคที่มีความรุนแรงอาการเลวลงรวดเร็ว และอัตราเสียชีวิตสูงมาก
ระยะฟักตัว : 3 ถึง 9 วัน
ความไวต่อการติดเชื้อ : ประชาชนทุกกลุ่มอายุจะไวต่อการติดเชื้อ แต่ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่ก่อนการระบาดในแองโกลาเมื่อเร็วๆ นี้ จะไม่ค่อยพบผู้ป่วยเด็ก แต่การระบาดครั้งใหญ่ล่าสุดที่เคยมีบันทึกไว้ จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ระหว่างปลายปี พ.ศ. 2541 ถึง 2543 มีผู้ป่วยเด็กเพียง 12 ราย (8%) ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี
ลักษณะทางคลินิก : ความเจ็บป่วยจากเชื้อไวรัสมาร์เบิร์กเกิดขึ้นเฉียบพลัน ด้วยอาการปวดศีรษะและเมื่อยเพลียอย่างรุนแรง อาการเจ็บและปวดกล้ามเนื้อเป็นอาการที่พบบ่อย
ไข้สูงมักจะพบในวันแรก และหมดเรี่ยวแรงอย่างรวดเร็ว อุจจาระร่วงเป็นน้ำ เจ็บและปวดบิดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน จะเริ่มในวันที่ 3 อุจจาระร่วงอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องนานนับสัปดาห์ ผู้ป่วยในระยะนี้จะซูบซีดแห้งเหี่ยวเหมือนผี ตาลึกโบ๋ หน้านิ่งเฉยไม่แสดงสีหน้า และไม่มีแรงทำอะไรได้เลย การระบาดในยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2510 จะพบผื่นผิวหนังไม่คันด้วยในผู้ป่วยส่วนใหญ่ในวันที่ 2 และวันที่ 7 หลังเกิดอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากจะมีอาการเลือดออกระหว่างวันที่ 5 และ 7 วัน และสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการเสียเลือดที่ออกตามตำแหน่งต่างๆ หลายจุด ถ้าพบเลือดสดในอาเจียนหรืออุจจาระ มักจะพบว่ามีเลือดออกในจมูก เหงือก และช่องคลอด บ่อยครั้งที่การเจาะเลือดทำให้เลือดออกในตำแหน่งที่เจาะเลือดตามมา ระหว่างระยะอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจจะมีไข้สูงมาก ถ้ามีอาการทางสมองส่วนกลางผู้ป่วยจะสับสน อยู่ไม่สุขและก้าวร้าว มีรายงานอัณฑะอักเสบเกิดขึ้นบางครั้งในระยะสุดท้ายของโรค (วันที่ 15) ในผู้ป่วยที่เสียชีวิต มักจะเสียชีวิตระหว่างวันที่ 8 และ วันที่ 9 หลังเกิดอาการ ส่วนใหญ่จะมีเลือดออกอย่างรุนแรงและช็อก
แหล่งรังโรคของไวรัสตามธรรมชาติ : ไม่ทราบ
ประวัติการระบาดที่มีการบันทึกไว้
2510 : เยอรมันนี และยูโกสลาเวีย โรคไข้เลือดออกมาร์เบิร์กพบพร้อมกัน 2 แห่ง ที่เมืองมาร์เบิร์กและแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมัน และเมืองเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย (สมัยนั้น) ผู้ป่วยรายแรกเป็นเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ดูแลสัมผัสลิงเชียวนำเข้าจากอูกานดา เมื่อสิ้นสุดการระบาดมีผู้ป่วยปฐมภูมิ 25 ราย เสียชีวิต 7 ราย และเป็นผู้ป่วยทุติยภูมิ 6 ราย ไม่เสียชีวิต การติดเชื้อปฐมภูมิเกิดในเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่สัมผัสกับเชื้อมาร์เบิร์ก ขณะกำลังทำงานกับลิงหรือชำแหละเนื้อเยื่อของลิง ส่วนผู้ป่วยห้องปฏิบัติการที่สัมผัสกับเชื้อมาร์เบิร์กขณะกำลังทำงานกับลิงหรือชำแหละเนื้อเยื่อของลิง ส่วนผู้ป่วยทุติยภูมิเป็นแพทย์ 2 คน พยาบาล 1 คน และเจ้าหน้าที่ห้องผ่าศพ อีก 1 คน ผู้ป่วยทุติยภูมิทุกรายสัมผัสจับต้องเลือดของผู้ป่วยปฐมภูมิโดยตรง แพทย์ 2 คน ติดเชื้อเพราะเข็มดำขณะกำลังดูดเลือดผู้ป่วย
2518 : แอฟริกาใต้ อาจจะผ่านมาทางซิมบับวี กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2518 ชายชาวออสเตรเลียน อายุ 20 ปี ล้มป่วยกระทันหันต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เขาและเพื่อนหญิงอายุ 19 ปี เดินทางไปทัศนาจรผ่านซิมบัผวี และนอนกลางแจ้งตลอด ผู้ป่วยรายนี้เสียชีวิตในอีก 4 วันต่อมา ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายนี้ถูกจับแยกกักและควบคุมการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด การติดเชื้อแพร่กระจายไปสู่เพื่อนเดินทางที่ไปด้วยกัน และพยาบาลอายุ 20 ปี ที่ดูแลด้วย ผู้ป่วยทั้งสองรายหลังนี้ได้รับการรักษาประคับประคองแบบสุดฤทธิ์ และรอดชีวิต
2523 : เคนยา วันที่ 8 มกราคม 2523 ชายชาวฝรั่งเศส อายุ 56 ปี ลูกจ้างทำงานในจังหวัด เวสเทอนล้มป่วยด้วยอาการไข้เฉียบพลัน ตามด้วยปวดศีรษะ อุจจาระร่วงและอาเจียน ผู้ป่วยมีประวัติเดินทางไปเที่ยวถ้ำคีทุม ณ อุทยานแห่งชาติเขาเอลกอนในประเทศเคนยา แม้จะได้รับการรักษาพิเศษอย่างดี ในประเทศไนโรบี และการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างสุดชีวิต ผู้ป่วยเสียชีวิต ในวันที่ 15 มกราคม แพทย์ ผู้ดูแลที่พยายามช่วยกู้ชีพผู้ป่วยเกิดอาการในอีก 9 วัน ต่อมา แต่รอดชีวิต
2530 : เคนยา. วันที่ 13 สิงหาคม 2530 ชายชาวเดนมาร์ค อายุ 15 ปี ที่ไปอยู่ประเทศเคนยามา 1 เดือน ต้องรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล หลังปวดศีรษะมา 3 วัน อ่อนเพลีย มีใช้ และอาเจียน ก่อนหน้านี้ 9 วัน เขาไปเที่ยวถ้ำคีทุม ในอุทยานแห่งชาติเขาเอลกอน ประเทศเคนยา แม้จะให้การรักษาแบบประคับประคองอย่างสุดความสามารถ ผู้ป่วยเสียชีวิต ในวันที่ 11 หลังเกิดอาการ ไม่พบผู้ป่วยรายอื่น
2541-2543 : สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก การระบาดครั้งนี้นับว่าเป็นการระบาดด้วยเงื่อนไขตามธรรมชาติครั้งแรกที่ใหญ่ที่สุด การระบาดเริ่มขึ้นปลายปี 2541 และลากยาวไปถึงปี 2543 มีผู้ป่วย 154 ราย เสียชีวิต 128 คน คิดเป็นอัตราป่วยตายจากโรค (case fatality rate) 83% ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนงานหนุ่มในเหมืองทองที่เมือง เดอบา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาด (epicenter) ต่อมาพบผู้ป่วยในพื้นที่หมู่บ้านวัดสาข้างเคียง สมาชิกในครอบครัวผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยเป็นโรคบ้างประปราย แต่ไม่ค่อยพบผู้ป่วยทุติยภูมิ การสืบสวนด้านไวรัสวิทยาในเวลาต่อมาชี้ให้เห็นว่ามีไวรัสต่างสายพันธุ์ถูกนำเข้ามาในหมู่ประชากร จากแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ ที่ยังค้นไม่พบ มากกว่า 7 ครั้ง
2547-2548 (กำลังระบาด) : แองโกลา การระบาดครั้งนี้เชื่อว่าเริ่มต้นในจังหวัด อูอีเจ (Uige) ตั้งแต่ ตุลาคม 2547 เมื่อถึง 2 เมษายน 2548 กระทรวงสาธารณสุขรายงานผู้ป่วยสะสมจำนวน 163 ราย เสียชีวิต 150 คน ผู้ป่วยที่พบในจังหวัดอื่นจะสาวโยงกลับมายังผู้ป่วยที่เกิดขึ้นในจังหวัดนี้ ขณะนี้รัฐบาล และความช่วยเหลือจากต่างประเทศผ่านทางองค์การอนามัยโลกกำลังหลั่งไหลเข้าไปช่วยควบคุมการระบาด
อาการดำเนินก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เริ่มจากไข้สูงลงต่ำเป็นพักๆ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน อุจจาระร่วง เจ็บหน้าอกและปวดท้อง แผลในปากและคอหอยมีเยื่อสีเทาคลุม ต่อมน้ำเหลืองรอบคอโตหน้าและคอบวม ระหว่างสัปดาห์ที่สองผู้ป่วยที่มีอาการหนักจะบวม น้ำในเยื่อหุ้มปอด หัวใจ และไตล้มเหลว เลือดข้นขึ้น อาการไข้สมองอักเสบ มีเลือดออกตามที่ต่างๆ และช็อก
อัตราตายจากโรค : 36-67% แบบที่ไม่รุนแรงและไม่มีอาการเกิดขึ้นไม่บ่อยในพื้นที่เขตโรคประจำถิ่น
การวินิจฉัยแยกโรค : คอตีบ ไข้รากสาดน้อย
สาเหตุ : จากเชื้อ arenavirus
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย แยกไวรัสจากเลือดและจากคอระหว่างสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่ 2 แยกไวรัสได้จากปัสสาวะในสัปดาห์ที่ 2-5 ; การทดสอบซีโรโลยี (ห้องปฏิบัติการ maximum containment)
ระยะฟักตัว : 7-21 วัน
การแพร่เชื้อ : จากสัตวฟันแทะในทุ่งนาและกึ่งบ้าน (multimammate rat Mastomys natalensis) สู่คน โดยผ่านทางอาหารปนเปื้อนปัสสาวะหนู หรือฝุ่น ; การแพร่จากคนสู่คนเพราะปนเปื้อนเลือดผู้ป่วยหรือผ่านมาทางรายป่วยทุติยภูมิ droplet และละอองฝอยจากลมหายใจ เกิดในรายปฐมภูมิมากกว่ารายทุติยภูมิ
การเกิดโรค : อัฟริกาตะวันตก และกลาง
การรักษา : ยังเชื่อว่าใช้อิมมูนพลาสมาและยาต่อต้านไวรัสอาจจะได้ประโยชน์ การรักษาประคับประคองผู้ป่วยแบบผู้ป่วยหนัก
การควบคุม : แยกกักผู้ป่วยอย่างเข้มงวด (STRICT ISOLATION) เฝ้าระวังผู้สัมผัสโรค ควบคุมสัตว์ฟันแทะ
|
ไข้เวสท์ไนล์ (West Nile fever) |
โรคติดต่อจากเชื้อไวรัส West Nile ไวรัส West Nile (WNV) เป็นโรคติดต่อรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า WNV ทำให้เกิดโรคระบาดตามฤดูกาลในทวีปอเมริกาเหนือ และลามไปถึงฤดูร้อน ไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง
อาการ : WNV ก่อให้เกิดอาการทางสมองส่วนกลาง อาการแสดงมีหลายชนิด
-
ผู้ป่วยส่วนน้อยมีอาการหนัก ผู้ติดเชื้อ WNV 1 ใน 150 จะมีอาการรุนแรง ได้แก่ ไข้สูง ปวด ศีรษะ คอแข็งงุนงง เงอะงะ โคมา เกร็ง ชัก กล้ามเนื้ออ่อนแรง สูญเสียการมองเห็น เหน็บชา และอัมพาต อาการเหล่านี้ปรากฏอยู่นานหลายสัปดาห์ ส่วนอาการทางระบบประสาทอาจจะเกิดถาวร.
-
ผู้ป่วยบางคนมีอาการเบาๆ ร้อยละ 20 ของผู้ติดเชื้อ จะแสดงอาการ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว คลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งต่อมน้ำเหลืองบวมโต หรือเกิดผื่นบนผิวหนังอก หน้าท้อง และหลัง อาการแสดงเหล่านี้อายุสั้นเพียง 2-3 วัน แต่ผู้ป่วยที่แข็งแรงบางคนอาจจะล้มป่วยได้นานหลายสัปดาห์
-
คนส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ผู้ติดเชื้อ WNV ประมาณร้อยละ 80 (ประมาณ 4 ใน 5) ไม่แสดงอาการใดๆ เลย.
การแพร่ระบาด :
-
ยุงติดเชื้อ WNV ส่วนใหญ่แพร่กระจายจากการกัดของยุงติดเชื้อ ยุงเป็นพาหะนำเชื้อ WNV คือ ยุง Aedes เมื่อไปดูดเลือดนกติดเชื้อ.
-
การถ่ายเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะโรคถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกทางน้ำนม หรือติดเชื้อในครรภ์
-
ไม่ติดต่อจากการสัมผัส
ระยะฟักตัว : ระหว่าง 3-14 วัน หลังถูกยุงติดเชื้อกัด
การรักษา : ไม่มีการรักษาโรคติดเชื้อ WNV กลุ่มพวกมีอาการเบาๆ เช่น ไข้ หรือปวดเมื่อยเนื้อตัว อาการจะหายไปเอง พวกอาการหนักต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจ และการพยาบาล
กลุ่มเสี่ยง :
-
คนอายุมากกว่า 50 ปี จะมีอาการหนัก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง อย่าให้ยุงกัด
-
ผู้มีกิจกรรมนอกบ้าน
-
การติดเชื้อจากการรักษาพยาบาลโรคอื่นในโรงพยาบาล เช่น การถ่ายเลือด การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ฯลฯ มีความเสี่ยงน้อย
-
การตั้งครรภ์และการให้นมลูกไม่เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
การป้องกัน : วิธีง่ายที่สุดคือระวังอย่าให้ยุงกัด
-
เมื่ออยู่นอกบ้าน ใช้ยาทาไล่แมลง ที่ผสม DEET (N N-diethyl-meta-toluamide) ตามคำแนะนำ
-
ยุงส่วนใหญ่จะออกหากินตอนเช้าตรู่และหัวค่ำ ใช้ยาทาไล่แมลง และสวมเสื้อแขนยาว ใส่กางเกงขายาว หรือในเวลาดังกล่าวพยายามอยู่แต่ในบ้าน ให้เสื้อผ้าสีอ่อนจะทำให้เห็นยุงเวลาเกาะบนตัวได้ง่าย
-
กรุมุ้งลวดหน้าต่าง และประตูกันยุง
-
กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เทน้ำจากแกกันดอกไม้ทิ้ง อย่าให้มีน้ำขังในกระป๋อง ถัง เปลี่ยนน้ำ ดื่มสัตว์เลี้ยงหรือภาชนะใส่น้ำอาบให้นกสัปดาห์และครั้ง เจาะรูยางเก่าที่กองเก็บไม่ให้มีน้ำขัง
ถ้าพบนกตาย อย่าจับต้องซากนกด้วยมือเปล่า แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อขอคำแนะนำการกำจัดซากนก
3. โรคอื่นๆ ในพื้นที่อาจแพร่ระบาดข้ามประเทศ
|
ไข้เลือดออก เดงกี่ (Dengue fever) | อาการเกิดขึ้นแบบกระทันหัน หนาวสั่น ไข้ ปวดหัวรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ หมดเรี่ยวหมดแรงและตัวแดงในผู้ป่วยบางราย ถึงวันที่ 3 หรือ 4 ไข้เริ่มลงชั่วเวลาสั้นๆ (ลักษณะไข้แบบหลังอานม้า) ผื่นผิวหนังเรียบเริ่มปรากฏ บางครั้งจุดเลือดออก (petechiae) เกิดขึ้นที่เท้าและขา ต่อมน้ำเหลืองบวมโตอักเสบ อัตราตายจากโรคแทบจะเป็นศูนย์
อาการแทรกซ้อน : ไข้เลือดออกเดงกี่
สาเหตุ : จากไวรัสเดงกี่ (arbovirus genus flavivirus) 4 ชีโรทัยป์
การวินิจฉัยแยกโรค : ไข้จากไวรัสที่นำโดยแมลงอื่นๆ (ดูไข้จากไวรัสที่นำโดยแมลง) ไข้หวัดใหญ่ ไข้รากสาดน้อย ไข้แมลงริ้นทราย และหัดเยอรมัน
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติ : แยกเชื้อไวรัสจากเลือดในช่วง 3-5 วันแรก ในห้องปฏิบัติการที่มีความเชี่ยวชาญ : ทดสอบซีโรโลยี (พบ IgM ในซีรั่มเดี่ยว หรือระดับ IgG เพิ่มในซีรั่มคู่)
ระยะฟักตัว : 3-15 วัน (เฉลี่ย 5-6 วัน)
การแพร่เชื้อ : ทางอ้อมจากคนสู่คนผ่านยุงลาย Aedes aegypti หรือโดยยุง Aedes อื่นตามแต่พื้นที่
การเกิดโรค : เป็นโรคประจำถิ่นในเขตร้อน (อัฟริกา อเมริกากลาง เอเชีย) ทุกกลุ่มอายุ (โรคมักไม่รุนแรงในเด็ก) การระบาดเกิดขึ้นรวดเร็วเมื่อโรคแพร่เข้าไปในพื้นที่ใหม่หรือในกลุ่มคนใหม่ที่เพิ่งไปเผยผึ่งเชื้อโรคมา แพร่กระจายไปด้วยการขนส่งยุงติดเชื้อหรือผู้ป่วยที่มีไวรัสไปยังแดนไกล
การควบคุม : ไม่มีการรักษาเฉพาะ รักษาตามอาการ (การใช้ยาแอสไพรินอาจจะทำให้เลือดออกมากขึ้น จึงเป็นยาห้ามใช้ในโรคนี้) แยกกักผู้ป่วยด้วยมุ้งระหว่าง 3-5 วันแรก ป้องกันตัวเองไม่ให้ยุงกัด มาตรการควบคุมยุง Aedes aegypti ในชุมชน เป็นโรคต้องรายงาน
ไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue hemorrhagic fever)
กลุ่มอาการเลือดออกเป็นในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 12 ปี ในเขตโรคเดงกี่ชุกชุม ไม่ค่อยเป็นในผู้ใหญ่ในระยะแรก เด็กจะมีไข้ อาการของทางเดินหายใจอักเสบ ปวดหัว อาเจียน และปวดท้อง ส่วนอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดข้ออันเป็นลักษณะแบบฉบับของโรคเดงกี่กลับไม่ค่อยพบ อาการข้างต้นดังกล่าวไม่ทำให้เด็กถึงกับนอนเตียง ภายใน 2-4 วัน เด็กส่วนใหญ่จะดีขึ้น นอกจากบางรายอาการเลวลงในวันที่ 3 หรือ 4 เมื่อไข้ลดลง เกิดอาการปวดท้อง กระสับกระส่าย ความดันชีพจรลด เลือดออกไปคั่งอยู่ที่การไหลเวียนส่วนปลาย มือเย็นเท้าเย็น สัดส่วนปริมาตรเม็ดเลือดแดงเพิ่ม (เลือดข้นขึ้น) จากสาเหตุพลาสมาซึมออกมานอกเส้นเลือดฝอยทำให้เกิดอาการช็อกเพราะปริมาตรเลือดในเส้นเลือดไม่พอและแก้ไขไม่ได้ถ้าเลย 2-3 ชั่วโมงไปแล้ว จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง และการทดสอบทูนิเกท์ได้ผลบวกเกล็ดเลือดพร่อง เลือดแข็งตัวช้า อุจจาระเป็นเลือด และอุจจาระดำ (melena) เป็นเพราะมีการแข็งตัวของเลือดกระจายทั่วร่างกาย (disseminated intravasculer coagulopathy)
อัตราตายจากโรค : ถ้าไม่รักษา 10-20% ถ้ารักษา ต่ำกว่า 1%
สาเหตุจากเชื้อไวรัสเดงกี่ 4 ซีโรทัยป์ (genus Flavivirus)
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : แยกเชื้อไวรัสจากเลือดในระยะแรก ทดสอบซีโรโลยีดู IgM ในซีรั่มเดี่ยว และระดับ IgG เพิ่มขึ้นในซีรั่มคู่
ระยะฟักตัว : 6 วัน (พิสัย 3-15)
การแพร่เชื้อ : ทางอ้อมจากคนสู่คนโดยยุง Aedes หลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Aedes aegypti; ไม่พบการแพร่เชื้อทางตรง
การเกิดโรค : ส่วนใหญ่ในเขตร้อนแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระบาดไปยังหมู่เกาะแปซิฟิคใต้ และคาริบเบียน (คิวบา) ; ยังไม่แน่นอนว่าจะเกิดในเขตร้อนอัฟริกาหรือไม่ทั้งๆ ที่มีเชือกไวรัสเดงกี่ทัยป์ 1 2 และ 4
การควบคุม : รักษาอาการช็อกเพราะปริมาตรเลือดลดลงโดยทดแทนสารน้ำทางเส้นเลือดดำอย่างรวดเร็วอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันปอดบวมน้ำ ; แยกกับผู้ป่วยด้วยมุ้งระหว่าง 2-3 วันแรก; ป้องกันตัวเองไม่ให้ยุงกัด ; ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงในบ้านระหว่างเกิดการระบาดและลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ; วัคซีนกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา
|
ไข้ลิฟท์ วัลลีย์ (Rift Valley fever) |
อาการและอาการแสดงเหมือน dengue โดยอาจจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ไข้สมองอักเสบ และจอรับภาพในตาอักเสบ
สาเหตุ : จาก ไวรัส Rift Valley fever อันเป็นกลุ่ม Bunyavirus
การวินิจฉัยแยกโรค : dengue ไข้เหลือง ไข้จากไวรัสที่นำโดยแมลงอื่น
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : ระวังเรื่องความปลอดภัย แยกเชื้อไวรัสได้จากเลือดโดยเพาะเชื้อ (inoculate) ในหนูและการเลี้ยงเซลล์; การทดสอบซีโรโลยี ระยะฟักตัว : 2-7 วัน ปกติ 3 วัน
การแพร่เชื้อ : ยุงโดยเฉพาะ genus Cutex หรือสัมผัสตรงกับเลือดของสัตว์ป่วย (แกะ วัว อูฐ) ; ไม่มีหลักฐานยืนยันการแพร่จากคนสู่คน
การเกิดโรค : อัฟริกาทางใต้ทะเลทรายซาฮารา อียิปต์
การควบคุม : ฉีดยาฆ่าแมลง ; ฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยง (วัคซีนเชื้อตายแล้ว ; ส่วนวัคซีนเชื้อยังไม่ตายใช้เมื่อเกิดโรคระบาดหลังไวรัสถูกค้นพบ); ส่วนวัคซีนใช้กับคนยังทดลองอยู่และสงวนไว้ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขใช้; ผู้ป่วยให้นอนกางมุ้งในระยเฉียบพลัน
|
แบคทีเรีย Meningococccl ในกระแสเลือด (Meningococcal bacteraemia) |
ไข้ อ่อนเพลียทันใด ผื่นจุดเลือดออก จุดช้ำจ้ำเลือด บางครั้งมีอาการข้ออักเสบ ช็อก; อาการเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อัตราตายจากโรคสูงมาก
สาเหตุ : จากเชื้อ meningococcus ชื่อ Neisseria meningitidis
การแพร่เชื้อ : ดู ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal meningitis) แยกกักผู้ป่วยแบบทางเดินหายใจ นาน 24 ชั่วโมงหลังให้ยารักษา
|
ไข้กาฬหลังแอ่น (เยื่อหุ้มสมองอักเสบจาก Meningococcl Meningococcal meningitis) |
อาการไข้สูงทันใด ปวดหัวรุนแรง อาเจียน คอแข็ง และมักมีผื่นจุดเลือดออก (นานๆ จะเห็นแบบถุงน้ำเล็กๆ) ไม่รู้ตัว และโคม่า รายที่เป็นรุนแรง: อ่อนเพลียทันใด จุดช้ำจ้ำเลือด และช็อกตั้งแต่อาการเริ่มปรากฎ อัตราตายจากโรค : ไม่รักษา 50% รักษา 10%
สาเหตุ : จากเชื้อ Neisseria meningitidis มีหลายกลุ่มแอนติเจน
การวินิจฉัยแยกโรค : เชื้อแบกทีเรียหลายชนิดอาจจะทำให้เกิดโรคที่คล้ายกัน (ยกเว้นผื่น) แต่เกิดประปรายมากกว่าเกิดเป็นโรคระบาด เช่น pneumococci Haemophilus influenzae streptococci Staphylococcus aureus Escherichia coli เชื้อโรคหลายชนิดจากกลุ่ม Klebsiella-Enterobacter Proteus Pseudomonas aeruginosa Listeria monocytogenes และอื่นๆ ดูโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จากไวรัส และเยื่อหุ้มสมองอักเสบและไข้สมองอักเสบจากเชื้อสัพเพเหระ
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ : น้ำไขสันหลังขุ่นหรือมีหนองพร้อม polymorphonuclear pleocytosis โปรตีนขึ้น ; พบเชื้อ meningococci จากการย้อมสีกรัมน้ำไขสันหลัง แยกเชื้อได้จากน้ำไขสันหลังพบลักษณะ meningococcal polysaccharides ของกลุ่มจำเพาะหลายกลุ่ม
ระยะฟักตัว : 2-10 วัน ปกติ 3-4 วัน
การแพร่เชื้อ : สัมผัสตรง droplet น้ำมูกน้ำลายและเสมหะ พาหะนำโรคไม่ปรากฎอาการมีความชุกชุมสูง (ถึง 50%)
การติดต่อไปผู้อื่น : นานแสนนานเท่าที่เชื้อ meningococci ยังปรากฎอยู่ใน nasopharyn
การเกิดโรค : ทั่วโลก อุบัติการณ์สูงมากระหว่างฤดูหนาว คลื่นการระบาดเกิดขึ้นเป็นระยะสม่ำเสมอ การระบาดใหญ่เกิดขึ้นในเขตร้อนช่วงฤดูร้อนและแห้ง
การควบคุม : ยาปฏิชีวนะ (เชื้ออาจจะดื้อยา sulfonamides ไปแล้ว) แยกกักผู้ป่วยแบบทางเดินหายใจในระยะ 24 ชั่วโมงหลังเริ่มให้ยา
การป้องกัน : เคมีป้องกัน (ผู้สัมผัสในชุมชนแออัด) ฉีดวัคซีน
บรรณานุกรม
-
วิชัย โชควิวัฒน บรรณาธิการ วินัย วุดติวิโรจน์ เรียบเรียง ใน โรคติดต่อที่เป็นปัญหาใหม่ เล่ม 4: การดำเนินมาตรการทางสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินจากโรคระบาด กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรจำกัดแห่ง ประเทศไทย พ.ศ.2541
-
-
-
Hon KLE Leung CW Cheng WTF Chan PKS Chu WCW Kwan YW et al. Clinical Presentations and outcome of sever acute respiratory syndrome in children.Lancet 2003 361:1701-1703.
-
-
Wong SF Chow KM de Swiet M. Severe Acute Respiratory Syndrome and pregnancy. British Journal of Obstetrics and Gynaecology 2003 110:641-642. |