iTAP - Industrial Technology Assistance Program
Home FAQ Contact Sitemap Thai Language
 

 
Submit  Cancel

 

  จำนวนผู้เข้าชม

  
FAQ

iTAP คืออะไร?
iTAP หรือ Industrial Technology Assistant Program คือ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการภาคอุตสาหกรรมไทย ในการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งยกระดับเทคโนโลยีการผลิต
iTAP ช่วยเหลือใคร?

iTAP เน้นให้ความช่วยเหลือ SMEs ไทย โดยมีข้อกำหนดทั่วไป ดังนี้
- เป็นนิติบุคคล ที่มีผู้ถือหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 51%
- มีเงินทุนจดทะเบียนไม่เกิน 200 ล้านบาท
- มีอุตสาหกรรมการผลิตของตนเอง (ไม่ใช่ ธุรกิจซื้อมา-ขายไป หรืองานบริการ)

iTAP ช่วยอะไรท่านได้บ้าง?
ด้านวัตถุดิบ / ผลิตภัณฑ์
- เสาะหาวัตถุดิบใหม่ / วัตถุดิบทดแทน
- ออกแบบ / ปรับปรุงผลิตภัณฑ์
- ปรับปรุงสูตรการผลิต
- วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
- สร้างเครื่องทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์

ด้านกระบวนการผลิต
- ทำวิศวกรรมย้อนรอย
- ออกแบบ / ปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดของเสีย
- ศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค
- สร้าง / ดัดแปลง / ปรับปรุง และบำรุงรักษาเครื่องจักร

ด้านการบริหารการผลิต
- จัดทำมาตรฐานการผลิต (GMP, HACCP, TFQS)
- จัดการด้านสิ่งแวดล้อม บำบัดน้ำเสีย
- การใช้ระบบอัตโนมัติทดแทนแรงงาน
- การใช้ระบบสารสนเทศ ในการบริหารจัดการการผลิต

iTAP มีความเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างไรบ้าง?
สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ iTAP คือ เป็นแหล่งผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณค่าสูง เป็นแหล่งความรู้ และเป็นแหล่งบริการต่างๆที่สำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ SMEs ไทย และในทางกลับกัน iTAP ยังสร้างโอกาสและส่งเสริมให้เกิดผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพของไทยด้านเทคนิค ที่สามารถช่วยเหลืออุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย รวมทั้งช่วยให้มีการเชื่อมโยงปัญหาและความต้องการด้านเทคiTAPโนโลยีของภาคเอกชนไปสู่การวิจัยและพัฒนาในภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญของ iTAP มีอาจารย์ นักวิจัยและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยต่างๆเข้ามาร่วมงานกับ มากมาย ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญจัดทำโครงการเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของภาคเอกชน เป็นผู้ประเมินโครงการ เป็นผู้วิเคราะห์ปัญหา และที่สำคัญคือ เป็นกระบอกเสียงให้ iTAP ในการประชาสัมพันธ์บริการของ iTAP ให้แก่ภาคเอกชน
iTAP ใช้ผู้เชี่ยวชาญจากแหล่งใดบ้าง?
iTAP มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยต่างๆ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญอิสระ นอกจากนี้ iTAP ยังมีความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญอาสาจากประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เป็นต้น โดยการวิเคราะห์ผลงานที่ผ่านมา พบว่า iTAP ใช้แหล่งผู้เชี่ยวชาญไทยในสัดส่วน ดังนี้
อาจารย์จากมหาวิทยาลัย 57%
ผู้เชี่ยวชาญอิสระ 21%
นักวิจัย/นักวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ 11%
ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน 11%
iTAP แตกต่างจากโครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย (ITB) ของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างไร?
หัวข้อที่เปรียบเทียบ
โครงการ iTAP
โครงการ ITB
1. เวลาที่เริ่มดำเนินการ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535 – ปัจจุบัน กว่า 13 ปี แล้ว และมีการพัฒนากระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนด้านกระบวนการจากสภาวิจัยแห่งประเทศแคนาดา เริ่มดำเนินการในปี 2546 - 2547 เพียง 2 ปีเท่านั้น
2. หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ สามารถดำเนินการได้ถึง 2 โครงการต่อปี ในขั้นตอนวินิจฉัยปัญหา และการติดตามโครงการสนับสนุนด้านการเงิน ร้อยละ 100
ส่วนในหมวดให้คำปรึกษาสนับสนุนด้านการเงินมากสุดเพียงร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อโครงการ
สามารถดำเนินการได้ 1 โครงการต่อปี สามารถขอรับการสนับสนุนได้หลายปี แต่ โครงการ ITB ดำเนินการแค่เพียง 2 ปี เท่านั้น และให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงิน ร้อยละ 100 ทุกขั้นตอน
3. การสนับสนุนด้านการเงิน ให้การสนับสนุนด้านการเงินสำหรับการให้คำปรึกษา ร้อยละไม่เกิน 50 ของค่าใช้จ่ายโครงการ โดยเอกชนยินดีร่วมสมทบในส่วนที่เหลือ ให้การสนับสนุนด้านการเงินสำหรับการให้คำปรึกษาร้อยละ 100 โดยเอกชนต้องวางเงินค้ำประกันการเข้าร่วมโครงการจนจบ แล้วจึงสามารถรับเงินคืนได้
4. ลักษณะการดำเนินการ โครงการ iTAP ได้จัดให้ที่ปรึกษาเทคโนโลยี ซึ่งทำงาน Full Time เข้าวินิจฉัยปัญหาของ SME จากนั้นจึงจัดหาผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคที่เหมาะสมเข้าช่วยเหลือ โดยร่วมจัดเตรียมข้อเสนอโครงการ ติดตามการทำงานเป็นระยะๆ และประเมินจบโครงการ รวมถึงสรุปประโยชน์ที่ได้รับ และการพิจารณาถึงแนวทางในการพัฒนาในขั้นต่อไป ได้จัดให้หน่วยงานที่มีศักยภาพ เช่น มหาวิทยาลัย จัดทีมหรือคณะ เข้าช่วยเหลือ SME โดยได้จัด SME ที่ต้องการให้ และมีหน่วยงานกลางที่จะคอยประเมินการทำงานของทีมหรือคณะที่ได้รับมอบหมายไป
5. การมุ่งเน้น / การให้ความร่วมมือจาก SME เป็นการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นให้ SME ยกระดับขึ้นสู่การประกอบการที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ คือ จากการใช้แรงงานเข้มข้น สู่การใช้ทักษะเข้มข้น สู่การใช้เทคโนโลยีเข้มข้น และสู่การทำวิจัยและพัฒนาเข้มข้น โดยมีลักษณะการก้าวหน้าที่เหมาะสมไม่เป็นการก้าวกระโดดจนเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงมาก และการที่ SME ต้องร่วมสบทบงบประมาณในการทำโครงการ ทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ให้การช่วยเหลือตามที่ SME ต้องการ อาจเป็นการจัดการ การตลาด การเงิน การบัญชี หรือ เทคโนโลยี และเนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย SME จึงให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเป็นอย่างมาก แต่กลับกลายเป็นว่า SME ไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะยังไม่ตระหนักถึงความต้องการและประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
6. แหล่งผู้เชี่ยวชาญ จากภายในสวทช. (4 ศูนย์วิจัยแห่งชาติ) จากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน จากหน่วยงานรัฐ จากเอกชนไทย รวมทั้งจากองค์กรอาสาสมัครของต่างประเทศ จากหน่วยงานที่ร่วมเป็นทีม หรือ คณะที่เข้าร่วมโครงการให้ความช่วยเหลือ SME ซึ่งจะเป็น มหาวิทยาลัย หรือ ภาคเอกชน
7. ข้อสรุปจากการประเมินผลการดำเนินงาน SME ได้ประโยชน์จากกิจกรรมให้คำปรึกษาสูงถึง 6 เท่าของเงินสบทบของ SME (จากผลการประเมินโดย ม.หอการค้าไทย) ไม่มีข้อมูล